ทศวรรษแห่งความล่มสลาย

ตีพิมพ์เมื่อ 28 พฤษภาคม 2549 กองบรรณาธิการ

ปีนี้เป็นปีที่ภัยธรรมชาติเข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศไทยเราอย่างแสนสาหัสอีกครั้งหนึ่ง - หากยกเว้นประเด็นของสึนามิเมื่อปีก่อนโน้น - แต่รุนแรงและยาวนานกว่าเก่า ไม่ว่าจะน้ำท่วมจากน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม ฝายพัง ที่คร่าชีวิตคนไทยทางภาคเหนือไปนับร้อยๆ คน ทรัพย์สินและบ้านพังหรือไหลไปกับน้ำอีกต่างหาก จริงอยู่ภัยที่เกิดไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์ของชาติเราเคยมีมาตลอด แม้ชีวิตของผู้เขียนเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงด้วยตนเองเมื่อน้ำป่าไหลหลากและโคลนถล่มที่นราธิวาสเมื่อร่วมเจ็ดสิบห้าปีก่อน แต่ในทศวรรษหลังๆ และใกล้ๆ มานี้ เราท่านต่างก็รู้ด้วยประสบการณ์ของตนเองว่า ภัยที่เราชอบเรียกว่าภัยธรรมชาติ - ที่ทำให้เราหลงลืมไปว่า จริงๆ แล้วมันเป็นผลพวงของการดำรงชีวิตของเราเองภายใต้อารยธรรม "สมัยใหม่" - มันมีทั้งถี่กระชั้นและรุนแรงอย่างที่เราไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน

แต่ที่ผู้เขียนย้ำแล้วย้ำอีกในคอลัมน์นี้มาเป็นเวลานานว่า ทศวรรษที่ 2010 โดยเฉพาะปี 2012 จะเป็นปีที่สรุปรวบยอดของสภาวะความพินาศระดับโลกแห่งชรวิตที่เรียกว่าความล่มสลายระดับโลก (mass extinction or spasm) อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของโลกกายภาพหลังการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวิกฤติใหญ่หรือภัยธรรมชาติเช่นสึนามิ แผ่นดินไหวที่แคชเมียร์ หรือเฮอริเคนแคทรินาที่เรายังจำความโหดร้ายรุนแรงของมันได้ วิกฤติดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ สุดจะนำมาเทียบกันไม่ได้ ที่ผู้เขียนย้ำหรือเชิงคาดการณ์มานั้น - หากมองจากการคาดการณ์ที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์บ้าง - การคาดการณ์ของผู้เขียนอาจเร็วกว่านักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนไปหลายๆ ปี หรือหลายๆ ทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเดวิด คิง, ฟริตจอฟ แคปร้า, เลสเตอร์ บราวน์, บิล จอย ฯลฯ ที่ผู้เขียนเคยเอามาเขียนและอ้างอิงไว้บ่อยครั้ง แต่ที่ผู้เขียนระบุว่าปี 2012 คือปีที่โลกแห่งชีวิตรวมทั้งมนุษยชาติและอารยธรรมจะถึงกาลล่มสลายอย่างใหญ่หลวงจนเสี่ยงต่อการสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์นั้น ผู้เขียนคำนวณจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกว่าที่ไอพีซีซี (IPCC-UN) เคยคาดการณ์ให้ไว้ (โปรดเทียบข้อมูลที่ให้ไว้ครั้งแรกในปี 1995 กับรายงานครั้งหลังสุดเมื่อปีที่แล้ว) โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ขั้วโลก กรีนแลนด์ และยอดภูเขาสูง นั่นคือการคำนวณปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำที่อาจก่ออุทกภัยและทำให้น้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่าง น้ำแข็งจากยอดเขาสูงเช่นหิมาลัยแห่งเดียวได้ละลายกลายเป็นน้ำถึงวันละกว่าหนึ่งล้านตัน และอย่าลืมว่าเมื่อน้ำแข็งละลายถึงจุดวิกฤติ ก้อนน้ำแข็งจะแตกออกทำให้การละลายเพิ่มอัตราความเร็วเป็นทวีคูณโดยมาตรทางเรขาคณิต นอกเหนือการละลายของน้ำแข็งจากโลกร้อน ผู้เขียนยังคำนวณจากประเด็นอื่นๆ เช่นปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ อัตราความถี่ของการย้ายแผ่นหินเปลือกโลกและแผ่นดินไหวกับภูเขาไฟระเบิด การย้ายสถานที่ของประชากรแมลง และประเด็นทางภูมิดาราศาสตร์อื่นๆ ทั้งหมดบังเอิญมาตรงกับคำทำนายของปฏิทินของชาวมายาที่ชาวนิวเอจแทบทุกคนเชื่อ ปฏิทินที่มาจบฉบับสุดท้ายไว้ที่ปี 2012 พอดี (the crash of 2012!)

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เขียนได้รับแจกหนังสือที่แสดงความห่วงใยว่าด้วยการจัดการกับภัยพิบัติของรัฐและประชาสังคมเพื่อการค้นหาระบบที่เหมาะสมหากประเทศไทยเรา (หรือสังคมชาติประเทศหนึ่งใด) เกิดมีมหันตภัยพิบัติขึ้นมาอย่างกะทันหัน เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นจากการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยกลุ่มองค์กรผู้จัดร่วมหลายองค์กรซึ่งมีตัวแทนของผู้มีประสบการณ์ตรงหลายหลากช่วยกันสื่อช่วยกันเขียนเพื่อให้คนทั่วไปได้ศึกษา หนังสือมีความหนาไม่มาก เรียกได้ว่ากะทัดรัดแต่แน่นด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ แถมอ่านง่ายและอ่านสนุก (โดยรูปแบบและวิธีเขียน) จึงขอขอบคุณที่ได้รับแจกมาในที่นี้

สิ่งที่ได้เห็นและได้อ่าน ก็คือภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด ฯลฯ หรือภัยที่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากผู้ก่อการร้าย สงคราม (หรือแม้ความเป็นไปได้ของสงครามนิวเคลียร์) มันก็อาจมีขึ้นมาอีก อาจร้ายแรงกว่าหรือน้อยกว่าที่เราเคยประสบ จะต้องมีมาอีกไม่ว่าที่ใดหรือสังคมไหนในโลก เพราะดังที่เคน วิลเบอร์ กล่าวไว้ "วิกฤติโลก...ว่าไปแล้ว ไม่ได้เกิดจากปัญหาของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี หรือเกิดจากความพินาศหมดสิ้นของทรัพยากรธรรมชาติ จากหลุมโอโซน หรือจากประชากรล้นโลก หากเป็นไปโดยความไม่รู้แล้วอวดดีที่ทำให้เราตัดสินใจทำอะไรร่วมกันบนระบบที่ผิดๆ อันมีต้นเหตุมาจากจิตวิญญาณร่วมของมนุษย์เรา" ซึ่งก็ตรงกับที่ดเวน เอลยิน เขียนไว้ "มันเป็นไปไม่ได้ที่ไม่ว่าใครหรือผู้รอบรู้คนไหนที่จะสามารถป้องกันและแก้ไขวิกฤติโลกด้วยวิธีคิดเก่าๆ ยุทธศาสตร์เก่าๆ วิกฤติที่เราสร้างมันขึ้นมาเองในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาแต่แรก...จากจิตร่วมที่ด้อยวิวัฒนาการของเราเอง"

เข้าใจว่าเป็นคาร์ล จุง ที่พูดว่า "ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ว่าปัจเจกหรือโดยรวม ล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาการของจิตทั้งสิ้น" ครับ - วิกฤติมหาวิกฤติของโลกที่อาจทำให้เผ่าพันธุ์มนุษยชาติพินาศสิ้นสลายเป็นผลของจิตร่วมของเราโดยแท้

ในความเห็นของผู้เขียน ก็เช่นเดียวกับความเห็นของนักคิดนักเขียนคนอื่นๆ เช่น ปีเตอร์ รัสเซล หรือดเวน เอลยิน หรือสตานิสลัฟ โกรฟ หรือแม้แต่ฟริตจอฟ แคปร้า ที่ผู้อ่านหลายคนคุ้นเคยดี ผู้เขียนคิดและเชื่อมั่นว่า ทุกวันนี้ - หากเรามองจากมุมมองของโลกกายภาพ - อะไรๆ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เราได้ทำลายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและผลิตประชากรแห่งกิเลศตัณหาไร้จริยธรรมจากระบบเศรษฐกิจเสรีมากเกินไปเสียแล้ว - เห็นได้จากวิกฤติน้ำมันอันเป็นรากเหง้าของระบบที่ว่านั้น - และสำหรับบ้านเรา ประสบการณ์ดั่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในช่วงต้นของบทความนี้ คือหลักฐานที่ชี้บ่งอนาคตอันใกล้ๆ นี้อย่างชัดแจ้งเสียยิ่งกว่าชัด

ดังนั้น ผู้เขียนจึงมองไม่เห็นว่าเรา - มนุษย์โลกที่รวมทั้งเราในประเทศไทยด้วย - จะสามารถหนีรอดชะตากรรมที่เรา โดยเฉพาะด้วยฝีมือและความคิดของนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ของโลกสร้างมันขึ้นมา ผู้เขียนมองไม่เห็นว่า ด้วยองค์ความรู้แบบเก่าเดิมด้วยวิธีคิดและยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ หรือด้วยกฎหมายวิเศษฉบับใดหรือนักรัฐ-นิติศาสตร์คนไหน? เราถึงจะสามารถป้องกันและแก้ไขความล่มสลายหายนะระดับโลกที่จะเกิดขึ้นมาในทศวรรษหน้านี้ได้

เท่าที่ผู้เขียนมองเห็น สังคมโลกแทบทั้งโลกในวันนี้เดี๋ยวนี้ - ไม่หนักก็เบา - ล้วนแล้วแต่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางสังคมการเมืองหรือเศรษฐกิจกันทั้งนั้น โดยไม่มีที่ใดประเทศไหนได้รับการยกเว้น ทุกสิ่งทุกอย่างทุกๆ ระบบมีแต่งวดเข้าและงวดเข้า แล้วอีกหน่อยเราจะไปหา - อย่าว่าแต่คุณธรรมหรือความเป็นธรรมเลย - แต่แม้แต่ความยุติธรรมตามกฎหมายก็ยังหายากเสียยิ่งกว่ายาก

ดังนั้นที่มองเห็นคือความแตกแยกและวุ่นวาย ความจลาจลแบบไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย - เพราะไม่มีผู้ใดรักษา - เนื่องจากรัฐไม่มีเงินเดือนให้อย่างสม่ำเสมอจากการใช้จ่ายไปกับงานช่วยเหลือประชาชนที่หมดตัวไปเพราะภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือยิ่งกว่านั้น หากรัฐและประชาชน - อย่างน้อยส่วนหนึ่ง - ไม่เข้มแข็งพอ สังคมมนุษย์ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งหรือหลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศ ก็อาจจะเกิดสภาพอนารยธรรมกลียุคไปทั่ว

ในวงกว้างหรือภาพรวมเราจึงไปไม่รอด ความสูญเสียชีวิตของมนุษยชาติจากภัยพิบัติต่างๆ จะเป็นไปอย่างสุดๆ ไม่ว่าจากโรคระบาด อดอาหารตาย น้ำท่วม หรือยุคน้ำแข็งย่อยในบางภูมิภาคของโลก รวมทั้งความเป็นไปได้ของสงครามนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วเราคงไม่เหลือสักเท่าไหร่ สถาบันจับตาสภาวะโลก (worldwatch institute) คำนวณว่าโลกเราสามารถรองรับประชากรได้ราวๆ 2,500-3,000 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งมันก็อาจเป็นไปตามนั้นจริงๆ

ดังที่เคยเอามาอ้างในคอลัมน์นี้ โพลตินัสเคยบอกว่า มนุษย์เป็นครึ่งสัตว์ครึ่งเทวดา หากเราศึกษาจากประวัติศาสตร์และโบราณคดีวิทยา เราก็สามารถมองเห็นโดยไม่ยากนักว่า เราพออธิบายครึ่งแรกที่กล่าวมานั้นได้ ชีววิทยาโดยวิวัฒนาการบอกกับเราได้ทั้งหมดในแง่ของกายภาพและพฤติกรรม และไม่ทั้งหมดหรือถกเฉียงกันอยู่มากในด้านจิตภาพและจิตวิวัฒนาการ ส่วนครึ่งหลังเรายังไม่รู้ว่าเทวดาที่โพลตินัสหมายถึงเป็นอย่างไร

ศรีอรพินโธบอกว่า มนุษย์เราเป็นเพียงผู้ผ่านทางหรือผู้ดำรงอยู่ในโลกเพียงชั่วคราว (man is a transitional being) ศรีอรพินโธนั้นมีศักดิ์ในศาสนาพราหมณ์เทียบเท่ากับอรหันต์ สัตเปรมเขียนไว้ (ใน Evolution II, 1992) เขียนไปไกลกว่านั้น สัตเปรมที่เปรียบประหนึ่งศิษย์ของศรีอรพินโธเขียนว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญพันธุ์ไปทั้งหมด แต่โลกกายภาพจะมีชีววิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ ทำนองว่าคล้ายๆ กับแมงกะพรุน แต่จะมีจิตวิญญาณสูงขึ้นไปกว่ามนุษย์ และมีแต่ผู้ที่ปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะมีโอกาสมีวิวัฒนาการทางกายภาพเป็นเช่นนั้น

เราทั้งหลายคงไม่มีชีวิตอยู่พอที่จะเห็นแมงกะพรุนที่ทรงคุณธรรมอย่างที่สัตเปรมบอก หรือรู้จักกับเทวดาของโพลตินัส เราเพียงรู้ว่าเรากำลังเดินลงเหว เรากำลังลำบาก และความลำบากกำลังเดินทางมาหาเราทั้งโลกอย่างรวดเร็วยิ่งนัก หลายคนที่มองโลกในแง่ดีคิดว่าเวลาที่ความลำบากจะมาถึงนั้นอาจจะอยู่ในช่วงปลายศตวรรษนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่พูดเป็นกลางๆ จะให้เวลาถึงช่วงกลางของศตวรรษ สำหรับผู้เขียนที่มองจากหลักฐานเท่าที่ผู้เขียนมี และจากประสบการณ์ที่เราพอจะมองเห็นได้ในวันนี้เดี๋ยวนี้ ทศวรรษหน้าหลังปี 2012 เริ่มต้นคือวันนั้น และนั่นคงไม่นานเกินไปที่แม้สำหรับตัวผู้เขียนเองก็อาจจะทันเห็น

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#1 By ไพดีเดพ (118.174.162.54) on 2009-06-01 21:26