นับตั้งแต่พิบัติภัยสึนามิถาโถมเข้าใส่ชายฝั่งสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล คนทั่วโลกเริ่มหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ ตามติดมาด้วยพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มประเทศพม่าและเหตุแผ่นดินไหวในประเทศจีน

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่อาจจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในชั่วข้ามคืน

หากไม่มีมาตรการรับมือดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านการเตือนภัย แล้วประเทศไทย โอกาสที่จะเผชิญกับมหันตภัยทางธรรมชาตินี้มีมากน้อยแค่ไหน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะเป็นผู้ให้คำตอบ
ตอนนี้มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่กับอะไร 4 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้รับความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งพายุและแผ่นดินไหว

ขณะนี้โลกเรากำลังเผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีความผิดปกติจนเห็นได้ชัด


ทั้งเรื่องความรุนแรง ที่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินและผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีให้เห็นเรื่องของการเกิดภัยพิบัติถี่ขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ระบุว่า
สาเหตุของการเกิดภัยธรรมชาติที่ผิดปกตินี้มีผลกระทบมาจากสภาวะโลกร้อน อย่างเช่นภัยธรรมชาติที่เห็นได้ชัดคือพายุนาร์กีสที่ประเทศพม่า ที่ก่อตัวในมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิสูงพอ แต่สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวนั้น ทางวิชาการถือว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ

ประเทศไทยมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในรูปแบบของพายุมากน้อยแค่ไหน

บอกได้เลยว่าประเทศไทยมีอัตราเสี่ยงภัยพายุแน่นอนและมีทุกปี ขึ้นอยู่กับว่าปีไหนมีน้อย ปีไหนมีมาก
แต่สำหรับปีนี้มีอัตราเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน และตุลาคม จะมีมรสุมที่ก่อตัวมาจากมหาสมุทรแปรซิฟิกเข้ามาทางอ่าวไทย และมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ภาคกลางจนถึงภาคเหนือ ซึ่งผลกระทบจะเกิดกับชุมชนใหญ่ๆ เมืองใหญ่ๆ ของประเทศแน่นอน ขณะนี้เราก็ยังไม่สามารถคำนวณได้ว่า ความรุนแรงจะมากน้อยแค่ไหน จะเท่าพายุนาร์กีสหรือไม่ อาจน้อยหรือมากกว่า เพราะเราต้องรอให้พายุที่จะเกิดขึ้นนั้นก่อตัว เคลื่อนตัว ขึ้นมาก่อน เราถึงจะคำนวณได้จากทิศทาง เส้นผ่าศูนย์กลาง และแรงลม หากตรวจจับได้ว่ามีการก่อตัวของพายุกลางทะเล เราจะสามารถคาดคะเนได้ก่อน 3-5 วัน แต่หากให้คาดการณ์ได้ว่าพายุลูกต่อไปจะเกิดความรุนแรงมากเท่าไร อันตรายแค่ไหน ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์ไหนตอบได้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวไหม

อย่างที่บอกการเกิดแผ่นดินไหวนั้นเป็นภัยธรรมชาติดั้งเดิม ซึ่งโลกประสบมาหลายร้อยล้านปี

การเกิดแผ่นดินไหวมีสาเหตุมาจากการปลดปล่อยพลังงาน ระบายพลังงาน จากใจกลางใต้ผิวโลกมาสู่พื้นผิวโลก อันนี้ปกติ ซึ่งพลังงานใต้เปลือกโลกยังมีอีกมหาศาล สำหรับประเทศไทยนั้นโชคดี เราไม่มีพื้นที่อยู่บนหรือใกล้รอยแยกของเปลือกโลกเหมือนประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินโดนีเซีย
พื้นที่เสี่ยงของไทยต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ที่ไหน ประเทศไทยของเราอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก มี 13 จุดทั่วประเทศที่เราเฝ้าระวัง ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ไล่ลงมาทางกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ไปถึงจนภาคใต้ ซึ่งประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินยุบตัว แผ่นดินถล่ม ก็ต่อเมื่อเกิดการปลดปล่อยพลังงานผ่านรอยเลื่อนดังกล่าวรอยหนึ่งรอยใดก็จะได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ซึ่งเราไม่รู้อีกว่ามันจะรุนแรงแค่ไหน

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศไทยคืออะไร


ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของอาคารสูงว่า สามารถทนทานต่อการสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวได้มากน้อยแค่ไหน เพราะอาคารหลายแห่ง
เอาแค่ใน กทม.มีการสร้างมานานแล้ว ตรงนี้วิศวกรหลายคนพูดเหมือนกันว่า หากเกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงขนาดกลาง เพียงแค่ 7-8 ริกเตอร์ ก็จะมีตึกหลายตึกทรุดตัวลงมา เพราะทนแรงสั่นสะเทือนไม่ได้ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพียงแต่ภาวนาว่าอย่าเกิดการปล่อยพลังงานที่บริเวณรอยเลื่อนในไทยเลย ไม่เช่นนั้นก็คงเห็นภาพตึกหลายตึกพังลงมา เพราะกฎหมายบ้านเราไม่เคยระบุข้อกำหนดเกี่ยวกับการรองรับเรื่องนี้ไว้เลย อันที่จริงแล้วเราต้องออกกฎหมายเหล่านี้มาป้องกันเหตุสุดวิสัยนี้ แต่ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้เลยต่างก็สร้างเอาราคาถูกเข้าว่า

ประเทศไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน

เรื่องพายุหรือลมมรสุมเนี่ยผมแน่ใจว่า กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยมีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์ตัววัด การเฝ้าระวัง รวมไปถึงการเตือนภัยที่ดี ดีจนแทบจะบอกได้ว่าเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว
แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าเราจะเอาข้อมูลที่กรุมอุตุฯ เตือนไปบอกชาวบ้านอย่างต่อเนื่องยังไงมากกว่า หากเขารับรู้ชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านก็คงจะปลอดภัย แต่เรื่องแผ่นดินไหวนั้นยอมรับว่าขณะนี้ก็คงพยายามติดตั้งระบบตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งปัจจุบันเราก็มีแต่มันยังไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่ก็อยู่ในมาตรฐานที่รับได้

นอกจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้ว ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมีอะไรอีก

จากที่มีการศึกษาและหากเป็นจริง อีกภายใน 50 ปีข้างหน้า โลกจะร้อนขึ้นอีกประมาณ 2-6 องศา ผลที่ตามมาคือระดับน้ำทะเลสูงขึ้นหลายฟุต เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทร ก่อให้เกิดการพังทลายของแนวชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะเมื่อมีพายุรุนแรง การสูญเสียตามแนวชายฝั่งและแนวชายหาด ที่ลุ่มน้ำขัง และอุตสาหกรรมตามแนวชายฝั่ง น้ำเค็มจะแพร่เข้าสู่พื้นดิน ก่อปัญหาแก่น้ำบริโภค ระบบนิเวศตามแนวชายฝั่งทะเล และน้ำเค็มซึมสู่แหล่งน้ำจืดใต้ดิน เกิดพายุที่มีความรุนแรงมากขึ้นและบ่อยครั้ง แหล่งการเกษตรและการประมงจะเปลี่ยนแปลง เช่น ผลผลิตทางการเกษตรของประเทศแคนนาดา และสหภาพโซเวียตอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตของสหรัฐอเมริกาลดลง

มีการเลื่อนตัวของแนวร่องความกดอากาศต่ำ ทำให้ปริมาณฝนในบางพื้นที่ตลอดจนตำแหน่งพายุเปลี่ยนแปลง

คลื่นความร้อนและความแห้งแล้งจะทวีความรุนแรงและบ่อยขึ้น การลดลงของก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มีผลต่อเนื่องถึงสุขภาพของมนุษย์ขาดโภชนาการต่อเนื่อง ทำให้เกิดโรคต่างๆ และเกิดโรคพืชและโรคสัตว์
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากอุณหภูมิสูงขึ้น 2-6 องศา หลังจากนี้ไปน้ำทะเลจะสูงขึ้นทุกวัน อีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า กทม.จะกลายเป็นเมืองใต้บาดาลอย่างถาวร เรื่องนี้ผมพูดมานานมากแล้ว ทุกวันนี้ผมท้อ เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา ผมและนักวิชาการคนอื่นพูด ผมวิเคราะห์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่เห็นจะมีผลอะไร แทนที่จะเอาไปตั้งคณะกรรมการศึกษา สิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ หาแนวทางป้องกัน กลับนิ่งเฉยไม่ทำอะไร ผมต่อสู้มาหลายรัฐบาล แต่ไม่ได้รับความสนใจ หลายสิ่งหลายอย่างมีคนต่อต้านค้านไม่เห็นด้วย ทุกวันนี้ผมก็เลยไม่พูด ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมของประเทศ หากเกิดสภาวะแบบนั้นจริงๆ ซึ่งมันก็ช้าไปกับการที่จะหาวิธีป้องกันอย่างที่เราคำนวณไว้

การพัฒนาศักยภาพและทิศทางในอนาคตของศูนย์เตือนภัยฯ

เราพยายามที่จะพัฒนามาตลอด ตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าเลย ไม่ได้รับความสนใจจากผู้นำประเทศ ไม่ได้รับการพัฒนาในทิศทางที่ควรจะเป็น คือมีศักยภาพและมาตรฐานสากล เทียบเท่าที่เขาเจริญแล้ว เช่น สิ่งที่มองเห็นได้ชัดว่าเราด้อยกว่าเขาคือ เราไม่มีสถานภาพที่ชัดเจน องค์กรไม่มีการระบุชัดเจนว่าทำอะไร อยู่ในระดับไหน มีเจ้าหน้าที่เท่าไร อะไรต่างๆ ไม่มีความแน่ชัด จึงไม่มีผลงานที่จะออกไปต่อสาธารณชน ที่อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้เป็นการประคับประคองเท่านั้น หากต้องการที่จะพัฒนาป้องกันอย่างจริงจัง ต้องทำในวันนี้ก่อนที่มันจะสายไป

คนไทยควรปฏิบัติตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้

ก็คงต้องทำตัวปกติ อย่าวิตกกังวลมากไป ติดตามข่าวสารที่มีการเตือนออกมา ศึกษาวิธีการป้องกันไว้บ้าง อย่างเช่นหากเกิดแผ่นดินไหวควรจะทำตัวอย่างไร ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้ก็มีการประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั่นคือตอนนี้เรารับรู้แล้วว่า สาเหตุที่ในระยะนี้ทั่วโลกเกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง เนื่องจากโลกได้รับผลกระทบจากปฏิกิริยาความร้อนของเรือนกระจก ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น
หากอุณหภูมิในทะเลสูงขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงบ่อยครั้งขึ้น ดังนั้น จึงเป็นบทเรียนที่มนุษย์จะต้องหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยการปล่อยสารพิษสู่ชั้นบรรยากาศ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ทศวรรษแห่งความล่มสลาย

ตีพิมพ์เมื่อ 28 พฤษภาคม 2549 กองบรรณาธิการ

ปีนี้เป็นปีที่ภัยธรรมชาติเข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศไทยเราอย่างแสนสาหัสอีกครั้งหนึ่ง - หากยกเว้นประเด็นของสึนามิเมื่อปีก่อนโน้น - แต่รุนแรงและยาวนานกว่าเก่า ไม่ว่าจะน้ำท่วมจากน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม ฝายพัง ที่คร่าชีวิตคนไทยทางภาคเหนือไปนับร้อยๆ คน ทรัพย์สินและบ้านพังหรือไหลไปกับน้ำอีกต่างหาก จริงอยู่ภัยที่เกิดไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์ของชาติเราเคยมีมาตลอด แม้ชีวิตของผู้เขียนเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงด้วยตนเองเมื่อน้ำป่าไหลหลากและโคลนถล่มที่นราธิวาสเมื่อร่วมเจ็ดสิบห้าปีก่อน แต่ในทศวรรษหลังๆ และใกล้ๆ มานี้ เราท่านต่างก็รู้ด้วยประสบการณ์ของตนเองว่า ภัยที่เราชอบเรียกว่าภัยธรรมชาติ - ที่ทำให้เราหลงลืมไปว่า จริงๆ แล้วมันเป็นผลพวงของการดำรงชีวิตของเราเองภายใต้อารยธรรม "สมัยใหม่" - มันมีทั้งถี่กระชั้นและรุนแรงอย่างที่เราไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน

แต่ที่ผู้เขียนย้ำแล้วย้ำอีกในคอลัมน์นี้มาเป็นเวลานานว่า ทศวรรษที่ 2010 โดยเฉพาะปี 2012 จะเป็นปีที่สรุปรวบยอดของสภาวะความพินาศระดับโลกแห่งชรวิตที่เรียกว่าความล่มสลายระดับโลก (mass extinction or spasm) อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของโลกกายภาพหลังการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวิกฤติใหญ่หรือภัยธรรมชาติเช่นสึนามิ แผ่นดินไหวที่แคชเมียร์ หรือเฮอริเคนแคทรินาที่เรายังจำความโหดร้ายรุนแรงของมันได้ วิกฤติดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ สุดจะนำมาเทียบกันไม่ได้ ที่ผู้เขียนย้ำหรือเชิงคาดการณ์มานั้น - หากมองจากการคาดการณ์ที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์บ้าง - การคาดการณ์ของผู้เขียนอาจเร็วกว่านักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนไปหลายๆ ปี หรือหลายๆ ทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเดวิด คิง, ฟริตจอฟ แคปร้า, เลสเตอร์ บราวน์, บิล จอย ฯลฯ ที่ผู้เขียนเคยเอามาเขียนและอ้างอิงไว้บ่อยครั้ง แต่ที่ผู้เขียนระบุว่าปี 2012 คือปีที่โลกแห่งชีวิตรวมทั้งมนุษยชาติและอารยธรรมจะถึงกาลล่มสลายอย่างใหญ่หลวงจนเสี่ยงต่อการสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์นั้น ผู้เขียนคำนวณจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกว่าที่ไอพีซีซี (IPCC-UN) เคยคาดการณ์ให้ไว้ (โปรดเทียบข้อมูลที่ให้ไว้ครั้งแรกในปี 1995 กับรายงานครั้งหลังสุดเมื่อปีที่แล้ว) โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ขั้วโลก กรีนแลนด์ และยอดภูเขาสูง นั่นคือการคำนวณปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำที่อาจก่ออุทกภัยและทำให้น้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่าง น้ำแข็งจากยอดเขาสูงเช่นหิมาลัยแห่งเดียวได้ละลายกลายเป็นน้ำถึงวันละกว่าหนึ่งล้านตัน และอย่าลืมว่าเมื่อน้ำแข็งละลายถึงจุดวิกฤติ ก้อนน้ำแข็งจะแตกออกทำให้การละลายเพิ่มอัตราความเร็วเป็นทวีคูณโดยมาตรทางเรขาคณิต นอกเหนือการละลายของน้ำแข็งจากโลกร้อน ผู้เขียนยังคำนวณจากประเด็นอื่นๆ เช่นปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ อัตราความถี่ของการย้ายแผ่นหินเปลือกโลกและแผ่นดินไหวกับภูเขาไฟระเบิด การย้ายสถานที่ของประชากรแมลง และประเด็นทางภูมิดาราศาสตร์อื่นๆ ทั้งหมดบังเอิญมาตรงกับคำทำนายของปฏิทินของชาวมายาที่ชาวนิวเอจแทบทุกคนเชื่อ ปฏิทินที่มาจบฉบับสุดท้ายไว้ที่ปี 2012 พอดี (the crash of 2012!)

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เขียนได้รับแจกหนังสือที่แสดงความห่วงใยว่าด้วยการจัดการกับภัยพิบัติของรัฐและประชาสังคมเพื่อการค้นหาระบบที่เหมาะสมหากประเทศไทยเรา (หรือสังคมชาติประเทศหนึ่งใด) เกิดมีมหันตภัยพิบัติขึ้นมาอย่างกะทันหัน เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นจากการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยกลุ่มองค์กรผู้จัดร่วมหลายองค์กรซึ่งมีตัวแทนของผู้มีประสบการณ์ตรงหลายหลากช่วยกันสื่อช่วยกันเขียนเพื่อให้คนทั่วไปได้ศึกษา หนังสือมีความหนาไม่มาก เรียกได้ว่ากะทัดรัดแต่แน่นด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ แถมอ่านง่ายและอ่านสนุก (โดยรูปแบบและวิธีเขียน) จึงขอขอบคุณที่ได้รับแจกมาในที่นี้

สิ่งที่ได้เห็นและได้อ่าน ก็คือภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด ฯลฯ หรือภัยที่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากผู้ก่อการร้าย สงคราม (หรือแม้ความเป็นไปได้ของสงครามนิวเคลียร์) มันก็อาจมีขึ้นมาอีก อาจร้ายแรงกว่าหรือน้อยกว่าที่เราเคยประสบ จะต้องมีมาอีกไม่ว่าที่ใดหรือสังคมไหนในโลก เพราะดังที่เคน วิลเบอร์ กล่าวไว้ "วิกฤติโลก...ว่าไปแล้ว ไม่ได้เกิดจากปัญหาของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี หรือเกิดจากความพินาศหมดสิ้นของทรัพยากรธรรมชาติ จากหลุมโอโซน หรือจากประชากรล้นโลก หากเป็นไปโดยความไม่รู้แล้วอวดดีที่ทำให้เราตัดสินใจทำอะไรร่วมกันบนระบบที่ผิดๆ อันมีต้นเหตุมาจากจิตวิญญาณร่วมของมนุษย์เรา" ซึ่งก็ตรงกับที่ดเวน เอลยิน เขียนไว้ "มันเป็นไปไม่ได้ที่ไม่ว่าใครหรือผู้รอบรู้คนไหนที่จะสามารถป้องกันและแก้ไขวิกฤติโลกด้วยวิธีคิดเก่าๆ ยุทธศาสตร์เก่าๆ วิกฤติที่เราสร้างมันขึ้นมาเองในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาแต่แรก...จากจิตร่วมที่ด้อยวิวัฒนาการของเราเอง"

เข้าใจว่าเป็นคาร์ล จุง ที่พูดว่า "ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ว่าปัจเจกหรือโดยรวม ล้วนเป็นประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาการของจิตทั้งสิ้น" ครับ - วิกฤติมหาวิกฤติของโลกที่อาจทำให้เผ่าพันธุ์มนุษยชาติพินาศสิ้นสลายเป็นผลของจิตร่วมของเราโดยแท้

ในความเห็นของผู้เขียน ก็เช่นเดียวกับความเห็นของนักคิดนักเขียนคนอื่นๆ เช่น ปีเตอร์ รัสเซล หรือดเวน เอลยิน หรือสตานิสลัฟ โกรฟ หรือแม้แต่ฟริตจอฟ แคปร้า ที่ผู้อ่านหลายคนคุ้นเคยดี ผู้เขียนคิดและเชื่อมั่นว่า ทุกวันนี้ - หากเรามองจากมุมมองของโลกกายภาพ - อะไรๆ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เราได้ทำลายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและผลิตประชากรแห่งกิเลศตัณหาไร้จริยธรรมจากระบบเศรษฐกิจเสรีมากเกินไปเสียแล้ว - เห็นได้จากวิกฤติน้ำมันอันเป็นรากเหง้าของระบบที่ว่านั้น - และสำหรับบ้านเรา ประสบการณ์ดั่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ในช่วงต้นของบทความนี้ คือหลักฐานที่ชี้บ่งอนาคตอันใกล้ๆ นี้อย่างชัดแจ้งเสียยิ่งกว่าชัด

ดังนั้น ผู้เขียนจึงมองไม่เห็นว่าเรา - มนุษย์โลกที่รวมทั้งเราในประเทศไทยด้วย - จะสามารถหนีรอดชะตากรรมที่เรา โดยเฉพาะด้วยฝีมือและความคิดของนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ของโลกสร้างมันขึ้นมา ผู้เขียนมองไม่เห็นว่า ด้วยองค์ความรู้แบบเก่าเดิมด้วยวิธีคิดและยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ หรือด้วยกฎหมายวิเศษฉบับใดหรือนักรัฐ-นิติศาสตร์คนไหน? เราถึงจะสามารถป้องกันและแก้ไขความล่มสลายหายนะระดับโลกที่จะเกิดขึ้นมาในทศวรรษหน้านี้ได้

เท่าที่ผู้เขียนมองเห็น สังคมโลกแทบทั้งโลกในวันนี้เดี๋ยวนี้ - ไม่หนักก็เบา - ล้วนแล้วแต่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางสังคมการเมืองหรือเศรษฐกิจกันทั้งนั้น โดยไม่มีที่ใดประเทศไหนได้รับการยกเว้น ทุกสิ่งทุกอย่างทุกๆ ระบบมีแต่งวดเข้าและงวดเข้า แล้วอีกหน่อยเราจะไปหา - อย่าว่าแต่คุณธรรมหรือความเป็นธรรมเลย - แต่แม้แต่ความยุติธรรมตามกฎหมายก็ยังหายากเสียยิ่งกว่ายาก

ดังนั้นที่มองเห็นคือความแตกแยกและวุ่นวาย ความจลาจลแบบไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย - เพราะไม่มีผู้ใดรักษา - เนื่องจากรัฐไม่มีเงินเดือนให้อย่างสม่ำเสมอจากการใช้จ่ายไปกับงานช่วยเหลือประชาชนที่หมดตัวไปเพราะภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือยิ่งกว่านั้น หากรัฐและประชาชน - อย่างน้อยส่วนหนึ่ง - ไม่เข้มแข็งพอ สังคมมนุษย์ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งหรือหลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศ ก็อาจจะเกิดสภาพอนารยธรรมกลียุคไปทั่ว

ในวงกว้างหรือภาพรวมเราจึงไปไม่รอด ความสูญเสียชีวิตของมนุษยชาติจากภัยพิบัติต่างๆ จะเป็นไปอย่างสุดๆ ไม่ว่าจากโรคระบาด อดอาหารตาย น้ำท่วม หรือยุคน้ำแข็งย่อยในบางภูมิภาคของโลก รวมทั้งความเป็นไปได้ของสงครามนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วเราคงไม่เหลือสักเท่าไหร่ สถาบันจับตาสภาวะโลก (worldwatch institute) คำนวณว่าโลกเราสามารถรองรับประชากรได้ราวๆ 2,500-3,000 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งมันก็อาจเป็นไปตามนั้นจริงๆ

ดังที่เคยเอามาอ้างในคอลัมน์นี้ โพลตินัสเคยบอกว่า มนุษย์เป็นครึ่งสัตว์ครึ่งเทวดา หากเราศึกษาจากประวัติศาสตร์และโบราณคดีวิทยา เราก็สามารถมองเห็นโดยไม่ยากนักว่า เราพออธิบายครึ่งแรกที่กล่าวมานั้นได้ ชีววิทยาโดยวิวัฒนาการบอกกับเราได้ทั้งหมดในแง่ของกายภาพและพฤติกรรม และไม่ทั้งหมดหรือถกเฉียงกันอยู่มากในด้านจิตภาพและจิตวิวัฒนาการ ส่วนครึ่งหลังเรายังไม่รู้ว่าเทวดาที่โพลตินัสหมายถึงเป็นอย่างไร

ศรีอรพินโธบอกว่า มนุษย์เราเป็นเพียงผู้ผ่านทางหรือผู้ดำรงอยู่ในโลกเพียงชั่วคราว (man is a transitional being) ศรีอรพินโธนั้นมีศักดิ์ในศาสนาพราหมณ์เทียบเท่ากับอรหันต์ สัตเปรมเขียนไว้ (ใน Evolution II, 1992) เขียนไปไกลกว่านั้น สัตเปรมที่เปรียบประหนึ่งศิษย์ของศรีอรพินโธเขียนว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญพันธุ์ไปทั้งหมด แต่โลกกายภาพจะมีชีววิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ ทำนองว่าคล้ายๆ กับแมงกะพรุน แต่จะมีจิตวิญญาณสูงขึ้นไปกว่ามนุษย์ และมีแต่ผู้ที่ปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะมีโอกาสมีวิวัฒนาการทางกายภาพเป็นเช่นนั้น

เราทั้งหลายคงไม่มีชีวิตอยู่พอที่จะเห็นแมงกะพรุนที่ทรงคุณธรรมอย่างที่สัตเปรมบอก หรือรู้จักกับเทวดาของโพลตินัส เราเพียงรู้ว่าเรากำลังเดินลงเหว เรากำลังลำบาก และความลำบากกำลังเดินทางมาหาเราทั้งโลกอย่างรวดเร็วยิ่งนัก หลายคนที่มองโลกในแง่ดีคิดว่าเวลาที่ความลำบากจะมาถึงนั้นอาจจะอยู่ในช่วงปลายศตวรรษนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่พูดเป็นกลางๆ จะให้เวลาถึงช่วงกลางของศตวรรษ สำหรับผู้เขียนที่มองจากหลักฐานเท่าที่ผู้เขียนมี และจากประสบการณ์ที่เราพอจะมองเห็นได้ในวันนี้เดี๋ยวนี้ ทศวรรษหน้าหลังปี 2012 เริ่มต้นคือวันนั้น และนั่นคงไม่นานเกินไปที่แม้สำหรับตัวผู้เขียนเองก็อาจจะทันเห็น

นก-อัญชนา คุ้มวงษ์ - ช่างแต่งหน้า



“พี่ทำงานกับพี่เบิร์ดมาตั้งแต่ปี 2530 ราวๆ 20 ปีมาแล้ว จำได้ว่าเจอกับพี่เบิร์ดตั้งแต่ตัวเองอายุ 19 ปี รู้เลยว่าพี่เบิร์ดเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายมากๆ เป็นคนมีน้ำใจกับทุกๆคน เขาดูแลคนรอบข้างเป็นอย่างดี ไม่เคยมีคราบของคำว่าซูเปอร์สตาร์ ...คำว่า “ซูเปอร์สตาร์” เนี่ย เป็นคำที่ทุกคนตั้งให้พี่เขาเอง แต่พี่เขาไม่ได้ทำตัวเป็นซูเปอร์สตาร์เลย ...พี่เบิร์ด ดูแลทุกคน ไม่เคยว่าร้ายใคร ถ้าจะพูดถึงคนอื่น พี่เบิร์ดก็จะพูดถึงแต่สิ่งดีๆ”

“พี่เริ่มแต่งหน้าให้พี่เบิร์ดจริงจังแบบเต็มตัว ตั้งแต่อัลบั้ม “ตู้ยาสามัญประจำบ้าน” ทั้งๆที่เรามักจะมีความเกร็งในการแต่งหน้ากับคนดังคนอื่นๆ แต่กับพี่เบิร์ด นี่ ไม่เลย ด้วยความที่พี่เขาเป็นคนกันเองมากๆ ทำงานด้วยแล้วจะมีความสุขทุกครั้ง ถึงแม้จะเหนื่อยยังไงแต่ก็มีความสุข เพราะทำงานด้วยแล้ว พี่เขาจะมีแก๊กตลกๆ ให้พวกเราได้ขำตลอดเวลา”

“คือเวลาที่แต่งหน้าให้ พี่เบิร์ดจะไม่เคยบอกเราว่า ต้องแต่งหน้าโทนนี้นะ ไม่เคยกำหนดว่าจะต้องใช้ครีมยี่ห้อนั้น นี้ หรือว่าเอาครีมรองพื้นยี่ห้อดังๆ ซึ่งครีมที่เราใช้ให้พี่เบิร์ดประจำ บางครั้งก็เป็นยี่ห้อ ยูสตาร์, คัพเวอร์มาร์ค, ชาแนว, ซิสเล่ คือ พี่เบิร์ดใช้ได้ทุกยี่ห้อค่ะ แล้วแต่ว่าช่วงไหนยี่ห้อไหนเขาฮิตกัน ก็คือ ใช้ยี่ห้อทั่วๆ ไป”

“พี่เบิร์ดไม่ใช่เป็นคนเจ้าสำอางนะ คือ เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ธรรมดามากๆ ดาราบางคนยังหอบเครื่องสำอางส่วนตัวมาเป็นกระเป๋า แต่พี่เบิร์ดไม่มีนะคะ ส่วนเรื่องน้ำหอมนี่ ใส่ค่ะ เป็นเรื่องธรรมดา อย่างพี่เองก็ใส่น้ำหอม อาจเป็นเพราะว่าพี่เบิร์ดเจอคนเยอะ และคนก็ชอบไปกอดเขา ขนาดพี่เบิร์ดต้องเต้นในงานคอนเสิร์ต แต่เหงื่อเขายังไม่เหม็นเลย พี่เขาเป็นคนตัวหอมนะ พี่กล้าสาบานว่าเป็นความจริง ไม่ใช่ว่าเรารักเขาแล้วจะพูดให้ดูดี แต่เป็นความจริง มีเพื่อนสไตลิสต์คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนพี่ เขาจะชอบดมเหงื่อพี่เบิร์ดมาก คือเขาเป็นกะเทยค่ะ ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว และเพื่อนพี่คนนี้ มักจะพูดเสมอว่าเหงื่อพี่เบิร์ดหอม ทุกวันนี้ก็ยังมีคนแอบหอมเสื้อผ้าที่พี่เขาใส่ประจำ บางคนก็ตั้งใจหอม บางคนก็ทำเป็นไม่ตั้งใจหอม(หัวเราะ)”

“โดยธรรมชาติของพี่เบิร์ด เขาไม่ใช่เป็นคนช็อปปิ้งนะคะ เขาไม่ใช่คนใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่ายนะ คือเวลาที่เขาซื้ออะไรมาแต่ละชิ้น ก็ใช้นาน ไม่ได้ต้องเป็นแบรนด์ดัง พี่เบิร์ดชอบอยู่บ้าน ชอบธรรมชาติ สบายๆ บางครั้งเราก็เห็นเขาสวดมนต์ ว่ายน้ำที่สระน้ำ เล่นกับหมา”

“พี่เบิร์ดชอบกิน คือข้าวไข่เจียวธรรมดา ๆ ไม่ต้องใส่หมูสับ มีแค่น้ำปลาพริกก็พอแล้ว จะเห็นว่า ไม่มีอะไรพิเศษมากมายเลย แต่บางครั้งพี่เขาก็จะมีมื้อพิเศษกับครอบครัวของเขา คือบางครั้งก็ไปทานข้าวตามโรงแรมบ้าง น่ารักดีค่ะ”

พี่เองได้รับคำสอนจากพี่เบิร์ดเยอะมาก อย่างเรื่องการออมเงิน พี่เบิร์ดจะบอกว่า ถ้าเราหาเงินมาได้ 100 บาท ก็ให้เก็บเอาไว้ 30 บาท เก็บแบบให้ลืมไปเลย อีก 30 บาทเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินเวลาที่เป็นอะไร และอีก 30 บาทให้เก็บไว้ใช้ ส่วนอีก 10 บาทให้เก็บไว้ทำบุญ คือพี่เบิร์ดจะเป็นคนที่ทำบุญเยอะมาก พี่ก็ได้ดูเขาเป็นตัวอย่าง รู้สึกว่าการให้นั้นเป็นความดี ทำให้เราเป็นคนเผื่อแผ่ และได้บำรุงพระศาสนาอีกด้วย”

“ชีวิตประจำวันที่พี่เห็น พี่เบิร์ดจะเป็นคนนอนแต่หัวค่ำ ตื่นเช้า เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย รักษาสุขภาพ เลือกกินแต่ผัก ปลา เขาไม่ได้กินอาหารวิเศษมากมาย ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนที่สามารถกินอาหารแพงๆได้ แต่เขาไม่เลือกที่จะทำ ดูชีวิตเขาพอเพียงมากๆ

“อยากบอกว่าพี่เบิร์ดว่า ยังหล่อเหมือนเดิม เท่าที่พี่เจอเขาครั้งแรกจนถึงวันนี้ พี่รู้สึกว่าพี่เบิร์ด ยิ่งแก่ยิ่งหนุ่ม จริงๆ นะ ผิวพรรณเขาดีมากๆเลย คงเป็นเพราะเป็นคนที่ดูแลตัวเองดี ทั้งเล่นโยคะ ทั้งออกกำลังกาย พี่ว่าการออกกำลังกายได้ผลดีนะ และอีกอย่างคือต้องเป็นคนที่คิดบวก พี่เบิร์ดเป็นคนคิดบวกมากๆ ซูเปอร์บวกเลยก็ว่าได้ อยู่กับเขานี่ ขำได้ทั้งวัน ไม่เคยซีเรียส ไม่เคยอารมณ์ไม่ดี”

“ตัวเลข 50 เดี๋ยวนี้เฉย ๆ ขนาดคุณอา ชรินทร์ นันทนาคร ยังหล่ออยู่เลย แต่เวลาที่เราไปยืนใกล้พี่เบิร์ดนะ เรารู้สึกเลยว่า อุ๊ยตายแล้ว เราแค่ 40 ยังดูแก่กว่าพี่เบิร์ด เลยต้องรีบไปออกกำลังกาย พี่เบิร์ดบอกว่าร่างกายมีบุญคุณกับเรา เราต้องดูแลเขาถนอมเขาให้มากๆ”

www.clubbird.com

ข่าว บทความของพสกนิกรคนใต้คนหนึ่งที่ไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน และบังเอิญไปเจอ พระเทพ หรือ สมเด็จพระเทพ บนรถไฟฟ้าใต้ดิน ณ ตอนแรกที่เจอ พระเทพ หรือ สมเด็จพระเทพ พสกนิกรคนใต้คนนี้กลับไม่รู้เลยว่าเป็นพระองค์... อ่าน ข่าว "บทความ ผมเจอ พระเทพ บนรถไฟฟ้าใต้ดิน" ที่นี่ค่ะ...

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสขึ้น กทม. ไปทำธุระแถวหัวลำโพง นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไป ในขณะที่ประตูสถานีสุทธิสารเปิด ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมแว่น ใสหมวกแก๊ป ท่าทางคล่องแคล่ว เดินเข้ามายืนตรงหน้าผม ผมก็ลุกให้ เพราะติดนิสัยจากเด็กต่างจังหวัด ประกอบกับนั่งใกล้สุด

หญิงคนนั้นนั่งลงแล้วถามว่า "ช่วยถือของให้มั้ยค่ะ"

พอดีผมบ้าหอบฟางอยู่ กระเป๋า 2-3 ใบ เลยยื่นกระเป๋ากล้องและเลนส์ไปให้… แต่มีชายคนหนึ่งชิงไปถือก่อน ผมก็หันไปมอง เขาก็ยิ้มๆ ขำๆ ผมก็งงๆ เข้าใจว่าเป็นน้องชายหรืออะไรประมาณนั้น

พอกลับหน้ากลับมาดูที่ผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง โอ… เข่าอ่อนเลย เพราะเพ่งมองกี่ครั้งก็ใช่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระองค์กำลังเอานิ้วชี้มาจรดที่ปาก พร้อมทำเสียง "จุ๊ๆ ทำเฉยๆ ไว้ อย่ากระโตกกระตาก"

ผมก็เลยเข่าอ่อน หัวใจตกลงไปตาตุ่ม ดีที่พี่ผู้ชาย (เข้าใจว่าทหารรักษาพระองค์) สะกิด กับรั้งตัวไว้ทันก่อนผมจะลงไปกราบ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปร่วมกับพระองค์ …ผมเข้าใจเอาเองว่า พระองค์ท่านคงอยากมีความส่วนพระองค์ ถ้าผมถ่ายคนหนึ่งอีกทั้งขบวนต้องมาถ่ายด้วยแน่

นับได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของผมทีเดียว ที่ได้เฝ้าพระองค์ท่านใกล้ชิดขนาดนี้

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานครับ … ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

ปล. ส่งมาให้ที่ Kapook.com ช่วยลงเรื่องนี้ให้ด้วย เราขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเพื่อนเราบอกมาอีกคนหนึ่งว่า คนที่นั่งในรถไฟฟ้าโบกี้นั้นต่างพากันลงนั่งที่พื้นกัน โดยไม่ต้องมีใครมาบอก เพื่อนเรามีคนรู้จัก (วงใน) บอกมาว่า ท่านทรงเห็นว่าประชาชนอาจจะเดือดร้อน ถ้าท่านจะเสด็จไปที่ไหนแล้วตำรวจต้องมาคอยปิดถนนให้ เลยขอเดินทางอย่างสามัญชนบ้าง เลยชวนผู้ติดตามอีกแค่สองคน เสด็จทางรถไฟฟ้าใต้ดินกันมา แต่ถึงกระนั้นก็มีรับสั่งว่ากลัวจะลำบากประชนชนต้องมานั่งกับพื้นกันอีกจะทำยังไงดี ?

อยากให้ทุกคนได้ชื่นชมน้ำพระทัยของท่านจังเลยๆๆๆ ฝากทางกระปุกลงเรื่องนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

... ตุ๊กติ๊ก ...

www.kapook.com